http://prasompong.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

ข่าวประชาสัมพันธ์

หลักการพูด ธรรมนิเทศ

คำคมนักปราชญ์ กลอน

สถิติ

เปิดเว็บ04/11/2010
อัพเดท01/10/2014
ผู้เข้าชม103,620
เปิดเพจ188,432

ตอนที่ 3

 

บทที่ ๓

ศิลปะการพูดในที่ชุมชน

 

๑. ความเบื้องต้นในการพูด

                    ปากเป็นเอก      เลขเป็นโท                 โบราณว่า

          หนังสือตรี                 มีปัญญา                 ไม่เสียหลาย

ถึงรู้มาก                ไม่มีปาก                    ลำบากตาย

          มีอุบาย           พูดไม่เป็น                  เห็นป่วยการ

                   ถึงเป็นครู                   รู้วิชา             ปัญญามาก

          ไม่รู้จัก            ใช้ปาก            ให้จัดจ้าน

          เหมือนเต่าฝัง     นั่งซื่อ            ฮื้อรำคาญ

          วิชาชาญ                   มากเปล่า                   ไม่เข้าที

(บทพระราชนิพนธ์ เรื่อง วิวาห์พระสมุทร  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

นอกจากบทพระราชนิพนธ์นี้แล้ว ยังมีข้อคิด คำคม บทประพันธ์ต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงถึงความสำคัญของการพูด เช่น พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วพาตัวอัปราชัย ก่อนพูด เราเป็นนายของคำพูด หลังจากพูด คำพูดเป็นนายของเรา จงคิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด

ตัวอย่างหนึ่งของอานุภาพของการพูด ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้จักกันดี คือ โคนันทวิศาล เรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลของการพูดอย่างจับใจและการพูดอย่างบาดใจ

เจ้าของโค ไปท้าพนันกับเศรษฐีว่า โคตัวนี้ สามารถลากของได้หลายเล่มเกวียน ที่กล้าท้าก็เพราะรู้ว่า โคนี้มีกำลังลากได้อย่างสบาย มีโอกาสจะได้เงินทองจำนวนมากจากเดิมพัน แต่ต้องพลาดโอกาสนั้น เพราะปากพาจน ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพไพเราะในการสั่งให้โคลากเกวียน โคนันทวิศาลจึงเกิดน้อยใจ เสียความรู้สึก เลยไม่ยอมทำตามคำสั่ง

เมื่อแพ้พนันเพราะโคไม่สามารถลากเวียนไปได้ ชายผู้นี้ก็หมดเนื้อหมดตัว กลับไปถึงบ้านนั่งโศกเศร้าเสียใจ โคนันทวิศาลเห็นเจ้าของต้องเป็นไปอย่างนั้น เกิดความสงสาร จึงบอกกับเจ้าของว่า (เรื่องนี้เป็นนิทานสัตว์จึงสามารถพูดได้) ให้ไปพนันใหม่ เพิ่มเดิมพันมากขึ้นเป็นสองเท่า แต่ต้องพูดดี ๆ แล้วจะชนะพนัน

ในที่สุด ชายคนนี้ก็ได้เงินที่แพ้พนันในครั้งแรกกลับคืนมาและยังได้เงินจากการชนะพนันในครั้งที่ ๒ นี้อีกเป็นจำนวนมาก หลังจากพูดดีกับโคนันทวิศาล

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้แต่โคยังรู้สึกต่อคำพูดขนาดนี้ แล้วคนซึ่งมีความคิดมากกว่าโค จะเป็นสักขนาดไหน สำหรับในชีวิตการทำงาน การพูดที่ดีที่จับใจ ก็จะมีผลต่อความตั้งใจและความสำเร็จของงานเช่นกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กรณีแรก ผู้บังคับบัญชาเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาพบเพื่อสั่งงาน โดยใช้ภาษาการพูด

คุณสมศักดิ์ ผมมีงานสำคัญชิ้นหนึ่งจะให้คุณทำ งานนี้ผมพิจารณาแล้วว่า คุณเป็นคนที่มีความสามารถ ผมชื่อว่าคุณทำได้ เอางานนี้ไปทำและมาส่งผมอาทิตย์หน้านะ

กรณีที่สอง เหตุการณ์เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีพูดเท่านั้น

คุณสมศักดิ์ ผมมีงานสำคัญชิ้นหนึ่งจะให้คุณทำ ผมไม่มั่นใจเลยว่าคุณจะทำได้สำเร็จ  เพราะที่ผ่านมาคุณทำงานผิด ๆ พลาด ๆ มาเยอะ แต่คนอื่นไม่มีใครว่างเลย คุณเอาไปลองทำมาแล้วกัน เผื่อว่าจะพอใช้ได้ อาทิตย์หน้าเอางานมาส่งผมนะ

ทั้งสองกรณีนี้ จะทำให้เห็นได้ว่า การพูดนั้นมีความสำคัญ เพราะแม้ว่าจะมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ด้วยวิธีพูดที่ต่างกันก็เพียงพอที่จะคาดคะเนได้ว่า ผลลัพธ์ที่ต้องการ จะมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

๒. ความสำคัญของการพูด

การพูดเป็นการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดและมีประสิทธิภาพสูง ทุกคนทุกอาชีพล้วนแล้วแต่ต้องใช้การพูดด้วยกันทั้งสิ้น ในทางพระพุทธศาสนา ได้จัดการพูดดีไว้เป็นมงคลชีวิต มงคลที่ ๑๐ สุภาสิตา จ วาจา หมายถึง การมีวาจาสุภาษิต เป็นมงคลชีวิต

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ชี้ถึงความสำคัญของการพูดไว้ในเรื่อง การพูดสมบัติพิเศษของมนุษย์ ว่า ในการเสนอแผนการหรือนโยบายนั้น บุคคลผู้เสนอจะต้องอาศัยปากอันเป็นเอกหรือการพูดที่ดีเป็นสำคัญ หากพูดดีแล้วก็ย่อมได้รับการสนับสนุนร่วมมือโดยไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากว่าพูดไม่ดี  เป็นต้นว่าขาดการใช้ถ้อยคำที่สละสลวยถูกต้องหรือขาดสำนวนโวหารอันควรฟัง ลำดับเหตุผลไม่ถูกต้อง ไม่รู้จิตวิทยาชุมชนหรือลุแก่โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งในระหว่างที่พูดแล้ว แผนการหรือนโยบายที่ตั้งไว้จะเสนอนั้น ก็จะล้มเหลวเสียตั้งแต่แรก เพราะขาดผู้สนใจ ขาดผู้สนับสนุน ประโยชน์ที่ควรจะเกิดก็ไม่เกิดขึ้น

๓. วัตถุประสงค์ในการพูด  วัตถุประสงค์ในการพูดก็เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารดังนี้

๑. เพื่อสร้างความเข้าใจ

๒. เพื่อให้เกิดความเชื่อ เห็นคล้อยตาม

๓. เพื่อให้กระทำตามที่ต้องการ

๔. เพื่อบรรยากาศที่ดี

๔. โอกาสในการพูด

๑. การพูดต่อที่ชุมชน

๒. การพูดปราศรัยในงานต่าง ๆ

๓. การสอน การบรรยาย

๔. การนำเสนอ

๕. การอภิปราย ปาฐกถา โต้วาที

๖. การพูดจูงใจ

๗. การประชุม

๕.  แบบในการพูด

- ท่องจำ

- อ่านจากหนังสือร่าง

- พูดตามหัวข้อ

- พูดโดยไม่เตรียมตัว (พูดในสถานการณ์เฉพาะหน้า)

๖. องค์ประกอบในการพูดให้จับใจผู้ฟัง การพูดให้จับใจผู้ฟัง มีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ

๑. ผู้พูด ประกอบด้วยเรื่องที่ต้องรู้ดังนี้

- บุคลิกลักษณะ

- การเตรียมตัว

๒. เนื้อหา ประกอบด้วยเรื่องที่สำคัญคือ

- การรวบรวมข้อมูล

- การสร้างโครงเรื่อง

- การใช้ถ้อยคำภาษา

- การใช้สื่อ

- การทดสอบความพร้อม

๓. ผู้ฟัง

- วิเคราะห์ผู้ฟัง เพื่อเตรียมตัวพูด

 

 

 

๗. บุคลิกลักษณะที่ดีของผู้พูด ลักษณะที่ดี ๑๐ ประการของผู้พูด

๑. รูปร่างหน้าตา การดูแลรูปร่างหน้าตาให้ดูดี จะช่วยสร้างความพอใจและความยอมรับจากผู้ฟังหรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านจากผู้ฟัง จึงเป็นสิ่งที่ผู้พูดไม่ควรละเลย เรื่องที่ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา คือ ความสะอาด ความเรียบร้อยและการจัดให้ดูดี

๒. การแต่งกาย การแต่งกายที่ดี จะทำให้ผู้พูดประสบความสำเร็จไปส่วนหนึ่ง เพราะจำนำมาซึ่งความพอใจและความน่าเชื่อถือ การแต่งกายที่ดี การตกแต่งประดับประดาที่สมควร การสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อย ความสุภาพ ควรพิจารณาในเรื่องรูปร่าง วัย โอกาส เวลาและสถานที่

๓. น้ำเสียง ผู้พูดต้องพูดเสียงไม่เบาหรือดังจนเกินไป โดยคำนึงถึงสถานที่และจำนวนผู้ฟังเป็นหลัก รู้จักใช้เสียงหนัก เบา มีท่วงทีลีลาและจังหวะในการพูด มีการเน้นย้ำให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูด เพื่อกระตุ้นผู้ฟังให้เกิดความสนใจตลอดเวลา

๔. สีหน้า ผู้พูดต้องแสดงสีหน้าให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่พูด พูดเรื่องเศร้าสีหน้าต้องเศร้า โกรธ สีหน้าต้องโกรธ  พูดจริง หน้าตาต้องจริงจัง  พูดเล่น หน้าตา(น้ำเสียงด้วย) ก็ต้องให้ผู้ฟังรู้ว่าพูดเล่น ผู้ฟังจะคล้อยตามผู้พูดเมื่อสีหน้าผู้พูดแสดงความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ

๕. สายตา ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ ใจของผู้พูดคิดอย่างไร ตาก็เป็นอย่างนั้น ผู้พูดต้องสบตาผู้ฟัง เพื่อให้รู้สึกว่าผู้พูดกำลังพูดกับผู้ฟัง

๖. ท่าทาง ผู้พูดต้องพูดจากใจ มีความจริงใจ พูดจากความรู้สึกจริง ๆ ท่าทางก็ออกไปโดยอัตโนมัติ อย่าไปกำหนดท่าทางว่า พูดอย่างนี้อย่างนั้นแล้ว ต้องแสดงท่าทางอย่างนี้อย่างนั้น จะทำให้การพูดสะดุด ไม่เป็นธรรมชาติ แต่พึงระวัง ในระหว่างที่กำลังพูดอย่าล้วง แคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้ผู้ฟังหันเหความสนใจไปกับกิริยาท่าทางเหล่านั้น ทำให้ผู้ฟังอาจพลาดสาระสำคัญไป

๗. ความเชื่อมั่น ผู้พูดที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จะแสดงความประหม่าให้ผู้ฟังเห็น นอกจากการพูดจะไม่คล่องแล้ว ความประทับใจของผู้ฟังก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้พูดต้องแสดงความเชื่อมั่นให้กับตนเอง คือ ต้องศึกษาหลักการพูด วิเคราะห์ผู้ฟัง เตรียมเนื้อหาและฝึกซ้อมจนพูดได้โดยรู้สึกเป็นธรรมชาติ ปราศจากความประหม่า

๘. ความกระตือรือร้น ผู้พูดที่ดีต้องพูดอย่างมีชีวิตชีวา ไม่เนือย ไม่เฉื่อย เพราะทฤษฎีของการพูดมีอยู่ว่า ผู้พูดต้องเป็นผู้กำหนดท่าทีของผู้ฟัง นั่นหมายความว่า หากผู้พูดพูดอย่างกระตือรือร้น  ผู้ฟังจะสนใจและกระตือรือร้นในการฟัง

๙.อารมณ์ขัน ผู้ฟังทุกคนต้องการหาความรู้ ต้องการฟังเรื่องที่มีสาระ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องการความสนุกสนานด้วย หากผู้พูดมีอารมณ์ขันและใช้อารมณ์ขันให้เหมาะสมกับเรื่องกับโอกาสแล้ว จะประสบความสำเร็จในการพูดเป็นอย่างยิ่ง ผู้ฟังจะพอใจ ประทับใจและมีอารมณ์ร่วมตลอดเวลา อารมณ์ขันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้พูดมีอารมณ์แจ่มใส มองคนมองโลกในแง่ดี สะสมตัวอย่างตลกขำขัน ไว้มากมายสามารถจะดึงมาให้ได้อย่างไม่หมดสิ้น

๑๐.ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น การฝึกฝนให้มีปฏิภาณไหวพริบ จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีหรือผ่อนคลายจากหนักเป็นเบาลงได้

๘.  การเตรียมตัวในการพูด

ปัจจัยสำคัญของนักพูดที่ประสบความสำเร็จก็คือ การเตรียมตัว การเตรียมตัวเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ผู้พูดพึงตระหนักและเข้าใจอย่างถ่องแท้  มักจะเคยเห็นกันอยู่เสมอว่า นักพูดบางคนเตรียมตัวมาดี แต่เมื่อขึ้นเวทีพูด ก็เกิดความผิดพลาดและความล้มเหลว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเตรียมยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้อง การเตรียมตัวที่ดีและถูกต้อง ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในการพูด สามารถทำให้พูดได้จับใจผู้ฟัง ในการเตรียมการพูด ขอให้พิจารณาในเรื่องต่อไปนี้

๑. ผู้พูดเป็นใคร  หมายถึง  การวิเคราะห์ตัวผู้พูด ๒ ประการ ดังนี้

          ๑.๑ เป็นใครสำหรับผู้ฟัง ต้องวิเคราะห์ว่า ตัวเราเป็นดังนี้หรือไม่

                                                - รู้จักกับผู้ฟังดี

                                                - เป็นคนมีชื่อเสียง

                                                - ผู้ฟังเคยฟังหรือติดตามการพูดมาก่อน

                                                -ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อนเลย

                                ถ้าผู้ฟังรู้จักหรือพอจะรู้จัก ย่อมถือเป็นข้อได้เปรียบในการพูด

     ๑.๒ มีความถนัดในเรื่องที่พูดมากน้อยแค่ไหน มีบุคลิกลักษณะการพูดอย่างไร

                                                - เป็นนักพูดสนุกสนาน สร้างบรรยากาศ

                                                - เป็นนักพูดเอาจริงเอาจัง

                                                - เป็นนักพูดวิชาการ

                                                - เป็นนักพูดแบบพูดไปเรื่อย ๆ

     ๒. พูดกับใคร หมายถึง การวิเคราะห์ผู้ฟัง อายุ เพศ ระดับการศึกษาและอาชีพ

     ๓. พูดอะไร ผู้พูดต้องทราบถึงรายละเอียดของการพูดอย่างชัดเจน ต้องทำความเข้าใจกับหัวข้อที่จะพูดอย่างชัดเจนเพื่อใช้ในการเตรียมการพูด นักพูดที่มีความพิถีพิถันในการพูดมักไต่ถามผู้จัดว่า จะให้พูดในรายละเอียดไปทางด้านใดบ้าง ผู้ฟังอยากรู้อะไรเป็นพิเศษ เพื่อความสะดวกในการเตรียมการพูดตรงกับความต้องการของผู้ฟัง บางครั้งผู้พูดรับทราบหัวข้อการพูดไม่ชัดเจนและนำไปเตรียมตัวตามความเข้าใจของตนเอง อาจทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้จัด

     ๔. พูดเมื่อไร การวิเคราะห์โอกาสและเวลาในการพูดเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง ความล้มเหลวในการพูดอาจมีสาเหตุมาจากโอกาสและเวลาของการพูดไม่เหมาะสม แนวทางในการวิเคราะห์ ควรพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้

   ๑. ความสนใจพิเศษของผู้ฟังมีหรือไม่ ถ้าพูดในช่วงที่ผู้ฟังมีความสนใจอะไรอยู่เป็นพิเศษ  ผู้พูดควรดึงเอาเหตุการณ์ที่มีผู้ฟังสนใจมาประกอบกับเรื่องที่พูดอย่างผสมผสาน จะเพิ่มความสนใจในเรื่องที่พูดมากยิ่งขึ้น

   ๒. พูดเนื่องในโอกาสอะไร เพื่อเตรียมรับสถานการณ์การพูดได้อย่างถูกต้อง

   ๓. ลำดับรายการเป็นอย่างไร ก่อนหน้าที่จะมีการพูดรายการนี้ มีรายการอะไรมาก่อน ผู้ฟังประทับใจหรือไม่น่าสนใจ รายการต่อจากการพูด เป็นเรื่องที่น่าสนใจของผู้ฟังมากน้อยแค่ไหน รายการก่อนหลังนี้ มีผลกระทบถึงจิตใจและอารมณ์ของผู้ฟังให้เปลี่ยนแปลงได้

   ๔. เวลาที่พูดเป็นเวลาอะไร บรรยากาศในแต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกัน การพูดในตอนเช้าผู้ฟังยังมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พูดเวลากลางวันอากาศมักร้อน ผู้ฟังบางคนหิวมีอาการกระสับกระส่าย เวลาพูดเวลาบ่ายผู้ฟังมักง่วงเหงาหาวนอน พอตอนเย็นผู้ฟังมักห่วงภาระทางบ้านและอยากพักผ่อน พูดเวลากลางคืนผู้ฟังมักไม่อยากฟัง อยากนอนหรืออยากไปเที่ยว การรู้ช่วงเวลาพูด จะช่วยให้ผู้พูด พูดได้เหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้น

      ๕. พูดที่ไหน ผู้พูดพึงรู้จักและทำความคุ้นเคยกับสถานที่ที่จะพูดพอสมควร การวิเคราะห์สถานที่ควรยึดหลักต่อไปนี้

   ๑. บรรยากาศของสถานที่ ร้อนอบอ้าวหรือมีเครื่องปรับอากาศ มีลมพัดเย็นสบาย ความร้อนอบอ้าวย่อมทำลายสมาธิของผู้ฟังไปส่วนหนึ่ง

   ๒. อุปสรรครบกวน เช่น มีคนพลุกพล่านผ่านเข้าออกตลอดเวลา เสียงรบกวนจากภายนอก เช่น เสียงรถ เสียงเรือ เสียงเครื่องจักร ฯลฯ

   ๓. ความสำคัญของสถานที่ เพื่อความสะดวกในการแต่งกาย การวางตัว

   ๔. ความพร้อมของสถานที่ เครื่องเสียงและอุปกรณ์ประกอบการพูดมีครบถ้วนหรือไม่

   ๕. ความคุ้นเคยกับสถานที่ ถ้ามีความคุ้นเคยอยู่บ้างย่อมได้เปรียบ แต่ถ้าไม่คุ้นเคยควรหาเวลาไปสำรวจก่อนการพูด

๖. พูดอย่างไร เมื่อทราบถึงหัวข้อการพูด วิเคราะห์ผู้ฟัง ทราบเวลาและสถานที่พูดเรียบร้อยแล้ว ผู้พูดพึงตัดสินใจว่าจะพูดไปในแนวอย่างไร วัตถุประสงค์การพูดที่สำคัญมี ๔ ประการคือ

            ๑. พูดเพื่อการจูงใจ เรียกร้องให้ปฏิบัติตาม

            ๒. พูดเพื่อการสอน การบรรยาย

            ๓. พูดเพื่อความสนุกสนาน

            ๔. พูดเนื่องในโอกาสพิเศษ

ผู้พูดที่มีความคล่องในสถานการณ์ ย่อมสามารถที่จะปรับการพูดให้เป็นไปได้ ในทุกรูปแบบ ถ้าบรรยากาศไม่ดีผู้ฟังเบื่อหน่าย อาจแก้ปัญหาการพูดให้สนุกสนานปลุกการสนใจ ถ้าการพูดเสียเวลามามากอาจตัดตอนให้สั้นลงหรือถ้าผู้ฟังสนใจและมีเวลาเหลืออยู่ อาจขยายความให้มากขึ้น

๙. การสร้างโครงเรื่องในการพูด

อาคารบ้านเรือนที่มั่นคงสวยงามย่อมต้องมีโครงสร้างที่ดีฉันใด การพูดที่ดีที่จับใจทำให้คนสนใจฟังได้อย่างต่อเนื่องก็ย่อมต้องมีโครงเรื่องที่ดีฉันนั้น โครงเรื่องที่ดีในการพูด ต้อง ๓ ส่วน คือ

     ๑. คำนำหรือคำขึ้นต้น

     ๒. เนื้อเรื่อง

     ๓. สรุปจบ

ทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้ หากทำได้อย่างเหมาะสม จะทำให้คนสนใจได้อย่างแน่นอน

๑๐. คำนำหรือคำขึ้นต้น

การเริ่มต้นที่ดี สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นได้ ย่อมสร้างความศรัทธา ทำให้ผู้ฟังติดตามฟังต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า การเริ่มต้นที่ดี หมายถึง สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าเริ่มต้นล้มเหลว ไม่น่าสนใจ ย่อมยากที่จะจุดความสนใจของผู้ฟังขึ้นมาใหม่

๑.  ลักษณะการขึ้นต้นที่ล้มเหลว การขึ้นต้นลักษณะต่อไปนี้  เป็นการขึ้นต้นที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

      ๑.๑ ออกตัว เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้ฟัง เช่น ผมมาพูดวันนี้ ผมไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่หรอกครับ ไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อนเลย ความจำเป็นบีบบังคับให้ผมต้องมาพูด

    ๑.๒ ถ่อมตน เพราะเกรงว่าผู้ฟังจะมีความรู้ มีประสบการณ์มากกว่า พยายามลดระดับฐานะความรู้ ความสามารถของตนเอง ให้ต่ำกว่าผู้ฟัง เช่น เรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้ ผู้ฟังเกือบทุกท่านก็มีความรู้ มีประสบการณ์มากกว่าผมหลายเท่านัก

    ๑.๓ ขอโทษ ขออภัย เนื่องจากกลัวว่าจะพูดได้ไม่ดี พูดผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ถ้าได้ขอโทษหรือขออภัยไว้ก่อน ผู้ฟังจะได้ไม่โกรธหรือยกโทษให้ เช่น ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ จะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ถ้ามีส่วนขาดตกบกพร่องไปบ้าง ก็ต้องขอโทษขออภัยท่านผู้ฟังไว้ล่วงหน้าก่อนนะครับ

    ๑.๔ อ้อมค้อม อ้างเหตุผลนานาประการที่เป็นเรื่องของตนเองหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดเลย  เช่น วันก่อนที่ผมจะมาพูดที่นี่ ผมไปทานอาหารมาครับเป็นอาหารทะเลสด ๆ เช้าผมท้องเสีย ถ่ายท้องทั้งวัน จนรู้สึกหมดเรี่ยวแรงแทบจะยืนไม่อยู่

ลักษณะการขึ้นต้นดังกล่าวนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟังเลยแม้แต่น้อย นอกจากจะเป็นการระยายความในใจของผู้พูดออกมาล่วงหน้าไว้ก่อน ตามหลักการพูดถือเป็นการสูญเสียเวลาและทำลายความสนใจของผู้ฟัง ไม่ก่อให้เกิดความศรัทธาจากผู้ฟังแต่ประการใด

๒. วิธีการขึ้นต้นที่สัมฤทธิ์ผล วิธีการขึ้นต้นต่อไปนี้เป็นวิธีการที่สัมฤทธิ์ผล สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้ในทันที ผู้พูดอาจเลือกวิธีหนึ่งในการขึ้นต้นตามความเหมาะสม

     ๒.๑ พาดหัวข่าว การพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ฯลฯ  ด้วยประโยค หรือถ้อยคำที่น่าสนใจติดตาม ผู้อ่านจะมีความรู้สึกและอยากอ่านข่าวรายละเอียดนั้นทันที การพูดก็เช่นกัน การประยุกต์วิธีการพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์มาใช้ ย่อมทำให้ผู้ฟังอยากฟังต่อว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร

              - เศรษฐกิจเมืองไทยทรุด ชาวบ้านอดอยากกันทุกหัวระแหง

              - ลูกทรพี  ฆ่าแม่  ไม่ยอมให้เงินซื้อผงขาว

              - มีชัยเป็นเหตุ เป็ดตายทั้งเล้า

        ๒.๒ กล่าวคำถาม การตั้งคำถามในการเริ่มต้นการพูดจะดึงความสนใจจากผู้ฟังได้ ผู้ฟังอาจนึกตอบคำถามไปด้วยในใจ เช่น

              - ท่านทราบไหมว่าถ้าเรายิ้มให้โลกแล้ว โลกจะยิ้มให้เรา

              - ท่านเชื่อหรือไม่ว่าผีมีจริง

การตั้งคำถามนั้นพึงคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

         - ต้องเป็นคำถามเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่จะพูด

                     - ตั้งคำถามที่ผู้ฟังมีโอกาสตอบหรือคิดตามไปด้วย

         - ไม่ควรเป็นคำถามซ้อนคำถามหรือมีคำถามมากเกินไป

เมื่อตั้งคำถามผู้ฟังแล้ว  ผู้พูดควรใช้คำเฉลยของคำถาม นำเข้าสู่เนื้อเรื่องที่จะพูดต่อไป

      ๒.๓ ทำให้เกิดความสงสัย วิธีการทำให้เกิดความสงสัยนี้ต่างจากวิธีการตอบคำถาม เพราะการขึ้นต้นแบบนี้ไม่เป็นคำถาม เช่น

      - ปรากฏการณ์ประหลาดที่ไม่เคยพบมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้อุบัติขึ้นแล้ว

      - ถ้าเปรียบเทียบเป็นคนก็อายุปาเข้าไปตั้ง ๕๐ แล้ว แต่ยังไม่มีอวัยวะครบ ๓๒ สักที

เป็นการจุดประกายความอยากรู้อยากทราบของผู้ฟังให้ติดตามต่อไป การใช้วิธีนี้ควรเป็นเรื่องที่น่าสงสัยจริง ๆ อย่างสมเหตุสมผล

๒.๔  ใช้วาทะหรือบทกวี การขึ้นต้นแบบนี้ค่อนข้างจะง่ายและสะดวก ผู้พูดสามารถสรรหาวาทะคำคม บทกวี หรือประการอื่น ๆ ที่เหมาะสมมาใช้ได้โดยให้เหมาะสมกับเรื่อง เช่น

          - เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก

          - ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์  มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

                แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา

การอ้างบทกวีควรเป็นของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น สุนทรภู่ รัชกาลที่ ๖ ศรีปราชญ์ หลวงวิจิตรวาทการ ฯลฯ วาทะหรือบทกวีที่นำมาขึ้นต้นถูกต้อง อย่ากล่าวอ้างให้ผิดเพี้ยนไปจากของเดิมและไม่ควรใช้บทกวีมากมายหลายบทในตอนเริ่มต้น เพราะจะทำให้เสียเวลาไปโดยไม่เหมาะสม

๒.๕ ทำให้มีความสนุกสนาน การขึ้นต้นโดยทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์ขันสนุกสนานได้ ย่อมสร้างความสนใจให้ผู้ฟังได้อย่างมาก แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและเสี่ยงพอสมควร ผู้พูดต้องใช้ศิลปะในการสร้างอารมณ์ขัน ประกอบด้วยจึงจะได้ผล เช่น

          - ผู้ชายที่ซวยที่สุดในโลกคือ ผู้ชายที่มีเมียจู้จี้จุกจิกขี้บ่นตลอดวันและผู้ชายที่ซวยที่สุดคนนั้น ก็คือ สามีของดิฉันเองแหละค่ะ

          - พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี

๑๑.  การพูดในที่ชุมชน

๑. การพูดในที่ชุมชน คือ การพูดในที่สาธารณะ มีผู้ฟังเป็นจำนวนมาก ผู้พูดต้องสนใจปฏิกิริยาตอบสนองผู้ฟัง ทั้งที่เป็นวัจนภาษาและอวัจนภาษาการพูดต่อหน้าชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้แสดงความสามารถเฉพาะตัวเพราะทุกคนที่ไม่เป็นใบ้ย่อมพูดได้ แต่บางคนเท่านั้นที่พูดเป็น เพราะการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่จำเป็นต้องอาศัยพรสวรรค์เสมอไป ทุกคนสามารถพูดได้ เพราะการศึกษา การฝึกฝน ฉะนั้น การฝึกพูดในที่ชุมชน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการปรับปรุงบุคลิกภาพทั้งภายในและภายนอกเพื่อการเป็นนักพูดที่ดี

๒. วิธีการพูดในที่ชุมชน

      ๒.๑ พูดแบบท่องจำ เตรียมเรื่องพูดอย่างมีคุณค่า สาระถูกต้องเหมาะสม แล้วจำเรื่องพูดให้ได้ ในเวลาพูด ให้พูดอย่างเป็นธรรมชาติ มีลีลา จังหวะ ถ่ายทอดออกมาทุกตัวอักษร

      ๒.๒ พูดแบบมีต้นฉบับ พูดไปอ่านไป จากต้นร่างที่เตรียมมาอย่างดีแล้ว แต่ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอ่าน เพราะไม่ใช่ผลดีสำหรับผู้พูด

      ๒.๓ พูดจากความเข้าใจ เตรียมเรื่องพูดไว้ล่วงหน้า ถ่ายทอดสารจากความรู้ความเข้าใจของตนเอง มีต้นฉบับเฉพาะหัวข้อสำคัญเท่านั้น เช่น การพูด สนทนา อภิปราย สัมภาษณ์

      ๒.๔ พูดแบบกะทันหัน พูดโดยไม่มีโอกาสเตรียมตัว ซึ่งผู้พูดต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อทราบว่าตนเองต้องได้พูด ต้องเตรียมลำดับความคิดและนำเสนออย่างฉับพลัน

การพูดทั้ง ๔ แบบนี้ เป็นวิธีการนำเสนอสารต่อผู้ฟัง ผู้พูดจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร เนื้อหาสาระ โอกาสและสถานการณ์

๓. การพูดในที่ชุมชนตามโอกาสต่าง ๆ จำแนก เป็น ๓ ประเภท ดังนี้   

        ๓.๑ การพูดอย่างเป็นทางการ เป็นการพูดในพิธีต่าง ๆ มีการวางแผนแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน เช่น การปราศรัยของนายกรัฐมนตรี การให้โอวาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในวันปฐมนิเทศ การพูดสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ การอภิปรายในรัฐสภา ฯลฯ

       ๓.๒ การพูดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดที่ให้บรรยากาศเป็นกันเอง เช่น พูดเพื่อนันทนาการในกิจกรรมต่าง ๆ การพูดสังสรรค์งานชุมนุมศิษย์เก่า การพูดเรื่องตลกในที่ประชุม การกล่าวอวยพรในงานสังสรรค์ตามโอกาสต่าง ๆ

        ๓.๓ การพูดกึ่งทางการ เป็นการพูดที่ลดความเป็นแบบแผนลง เช่น พูดอบรมนักเรียนในคาบจริยธรรม การกล่าวต้อนรับผู้มาเยี่ยมชม การกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือกิจกรรม กล่าวบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมตามสถานที่ต่าง ๆ

อนึ่งการพูดในที่ชุมชนแต่ละครั้ง จะเป็นการพูดประเภทใด ผู้พูดต้องวิเคราะห์โอกาสและสถานการณ์ แล้วเตรียมศิลปะการใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสนั้น เพื่อที่จะพูดได้อย่างถูกต้อง ไม่เก้อเขิน เข้ากับบรรยากาศได้ดี มีความประทับใจ

๔. การเตรียมตัวพูดต่อที่ชุมชน การพูดในที่ชุมชนเนื่องจากมีผู้ฟังเป็นจำนวนมาก ผู้ฟังตั้งความหวังจะได้รับความรู้และสาระประโยชน์จากการฟัง ผู้พูดจึงต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออกจะช่วยให้ผู้พูดประสบความสำเร็จได้ผู้พูดจะเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จึงขอเสนอหลักกว้าง ๆ ดังนี้

      ๑. กำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนว่าจะพูดอะไร เพื่ออะไร มีขอบข่ายกว้างขวางมากน้อย เพียงใด

      ๒. วิเคราะห์ผู้ฟัง พิจารณาจำนวนผู้ฟัง เพศ วัย การศึกษา สถานภาพทางสังคม อาชีพ ความสนใจ ความมุ่งหวังและทัศนคติ ที่กลุ่มผู้ฟังมีต่อเรื่องที่พูดและตัวผู้พูด เพื่อนำข้อมูลมาเตรียมพูด  เตรียมวิธีการใช้ภาษาให้เหมาะกับผู้ฟัง

      ๓. กำหนดขอบเขตของเรื่อง โดยคำนึงถึงเนื้อเรื่องและเวลาที่จะพูดและกำหนดประเด็นสำคัญให้ชัดเจน

      ๔. รวบรวมเนื้อหา ต้องจัดเนื้อหาที่ผู้ฟังได้รับประโยชน์มากที่สุด การรวบรวมเนื้อหาทำได้โดยหาได้จากการศึกษา ค้นคว้าจากการอ่าน การสัมภาษณ์ ไต่ถามผู้รู้ ใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง แล้วจดบันทึก

      ๕. เรียบเรียงเนื้อเรื่อง ผู้พูดจัดทำเค้าโครงเรื่องให้ชัดเจนเป็นไปตามลำดับ จะกล่าวเปิดเรื่องอย่างไร เตรียมการใช้ภาษาให้เหมาะสม กะทัดรัด เข้าใจง่าย ตรงประเด็น พอเหมาะกับเวลา

      ๖. การซ้อมพูด เพื่อให้แสดงความมั่นใจต้องซ้อมพูด ออกเสียงพูดอักขรวิธี มีลีลาจังหวะ ท่าทาง สีหน้า สายตา น้ำเสียง มีผู้ฟังช่วยติชมการพูด มีการบันทึกเสียงเป็นอุปกรณ์การฝึกซ้อม

ในกรณีเป็นการพูดแบบฉับพลัน ผู้พูดไม่รู้ตัวมาก่อนหรือรู้ล่วงหน้าเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เช่น กล่าวอวยพรในงานมงคลสมรส กล่าวแสดงความยินดี กล่าวแสดงความคิดเห็นในนามของแขกผู้มีเกียรติ ผู้พูดส่วนน้อยที่พูดได้อย่างไม่เคอะเขิน ผู้พูดที่มีประสบการณ์สามารถสร้างบรรยากาศได้ดี แต่ผู้พูดเป็นจำนวนมากยังเคอะเขิน จึงขอเสนอข้อแนะนำในการพูด ดังนี้

          ๑. เมื่อได้รับเชิญให้พูด อย่าตกใจ จงภูมิใจที่ได้รับเกียรติ ลุกขึ้นเดินไปอย่างสง่าผ่าเผย กล่าวทักทายต่อที่ประชุมให้เหมาะสมกับที่ประชุม พร้อมกับสังเกตสถานการณ์แวดล้อม เริ่มประโยคแรกเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฟังให้มากที่สุด

๒. พูดเรื่องที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุด ลำดับเรื่องที่จะพูดก่อนหลัง โดยเสนอแนวคิดอย่างกระชับที่สุด พูดไปอย่างต่อเนื่อง พูดบทสรุปในตอนจบอย่างประทับใจ พยายามรักษาเวลาที่กำหนดไว้

๓. ในกรณีที่เป็นการตอบคำถาม กล่าวทักทายหรือทำขั้นตอนอย่างสั้น ๆ แล้วทวนคำถามให้กระชับ จึงตอบโดยลำดับเรื่องให้ตรงประเด็น ขยายความให้ชัดเจน

๔. ผู้พูดต้องมีปฏิภาณ (ความสามารถในการแสดงความคิดที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างฉับไว) เรียบเรียงเนื้อเรื่องพูดได้ทันที คิดได้เร็ว ฉะนั้น จึงฝึกหัดให้คิดเร็ว และฝึกไว้บ่อย ๆ จะได้ช่วยได้มาก

๑๒. หัวข้อหลักของการพูดในที่ชุมชน

๑. สุนทรพจน์ สุนทรพจน์ หมายถึง คำพูดที่ดีงาม ไพเราะจับใจ การพูดสุนทรพจน์มักมีในพิธีสำคัญ เช่น พิธีต้อนรับแขกเมืองคนสำคัญ พิธีได้รับตำแหน่งสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีหรือการกล่าวในงานฉลองระลึกถึงบุคคลสำคัญ วันสำคัญ ระดับชาติ หรือเป็นการกล่าวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงใจ เป็นคำพูดที่แสดงความปรารถนาดีในทางการเมือง การกล่าวสุนทรพจน์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง มักได้รับการยกย่องว่าเป็นการพูดชั้นยอด ลักษณะสุนทรพจน์

       ๑.๑ ใช้ถ้อยคำไพเราะลึกซึ้งกินใจ จับใจ

       ๑.๒ โน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม

       ๑.๓ กระตุ้นผู้ฟ้ง มีความมั่นใจและยินดีร่วมมือ

       ๑.๔ สร้างบรรยากาศให้เกิดความหรรษาและให้ความสุขแก่ผู้ฟัง

โครงสร้างทั่วไปของสุนทรพจน์

       ๑. ตอนเปิดเรื่อง กระตุ้นให้ผู้ฟังเห็นความสำคัญของเรื่องที่จะพูด

       ๒. ดำเนินเรื่อง ประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน

       ๓. ตอนจบเรื่อง สรุปความทิ้งท้ายให้ผู้ฟังนำไปคิดหรือฝากไว้ในความทรงจำตลอดไป

ความรู้เพิ่มเติมเรื่องสุนทรพจน์  โครงสร้างสุนทรพจน์ ขั้นตอนสุนทรพจน์

                  ๑. คำนำ หรือการเริ่มต้น (Introduction)

      ๒. เนื้อเรื่องหรือสาระสำคัญของเรื่อง (Discussion)

                ๓. สรุปจบหรือการลงท้าย (Conclusion) ขึ้นต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืนและตอนจบให้จับใจ

แบ่งโครงสร้างของสุนทรพจน์เป็นสัดส่วน ได้ดังนี้

 

คำนำ

5 - 10 %

เนื้อเรื่อง

80 - 90 %

สรุปจบ

5 - 10 %

 

ลักษณะสุนทรพจน์ทางการเมือง

         ๑. การอภิปราย ให้รัฐสภาหรือชุมชนกล่าวถึงปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับส่วนได้ส่วนเสียของหมู่คณะ

         ๒. การแถลงคารม เป็นการพูดจาในศาลระหว่างทนายโจทย์ ทนายจำเลย เพื่อชี้ประเด็นให้ผู้ฟัง ผู้พิพากษา เห็นข้างฝ่ายตน

         ๓. การพูดประณาม เป็นการพูดยกย่องหรือตำหนิการกระทำของบุคคลสำคัญ ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เป็นการชมเชยสนับสนุนหรือแสดงความไม่เห็นด้วย

การพูดทางการเมืองจะประสบความสำเร็จ ต้องพูดให้ผู้ฟังสะดุดใจ ชวนฟัง ประกอบด้วยคารม โวหาร ภาพพจน์ที่เตรียมไว้เป็นอย่างดี ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นต้องแทรกอารมณ์ขันช่วยผ่อนคลายความเครียด

๒. โอวาท โอวาท คือ คำแนะนำตักเตือน คำสอนที่ผู้ใหญ่ให้แก่ผู้น้อย โอวาทของเจ้านายเรียกพระโอวาท ของพระเจ้าแผ่นดิน เรียก พระบรมราโชวาท

ลักษณะของโอวาท

         ๑. เนื้อหามีคติเตือนใจ มีเหตุผล ไม่ยืดยาว

         ๒. เป็นการแสดงความปรารถนาดี บางครั้งอาจกล่าวตำหนิตรง ๆ บ้าง

         ๓. อาจนำไปประพฤติปฏิบัติได้จริง ผู้ฟังต้องฟังด้วยความเคารพและยินดีที่จะนำคำสอน คำชี้แนะไปปฏิบัติ

๓. คำปราศรัย มีลักษณะคล้ายการแสดงสุนทรพจน์ในด้านเนื้อหา ภาษาและทัศนคติของผู้กล่าว ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ คำปราศรัยเป็นการพูดที่เป็นพิธีการ จึงต้องมีการตระเตรียมมาก่อนเป็นอย่างดี

ลักษณะของคำปราศรัย

         ๑. พูดถึงความสำคัญของโอกาสนั้น

         ๒. เน้นความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ

         ๓. ชี้แจงความสำเร็จหรือผลงานที่ผ่านมา

         ๔. กล่าวถึงอดีต ปัจจุบันและความหวังในอนาคตและอวยพรให้เกิดความหวังใหม่ ๆ

๔. คำไว้อาลัย คำกล่าวไว้อาลัย มี ๒ ลักษณะ คือ ใช้สำหรับงานศพ คือ พูดถึงคุณความดีของผู้เสียชีวิต ใช้สำหรับงานเลี้ยงส่ง ผู้ที่จากไปรับตำแหน่งใหม่ลาออกหรือเกษียณอายุ นิยมเรียกว่า อำลาอาลัย

ลักษณะทั่วไปของคำกล่าวไว้อาลัย

         ๑. กล่าวถึงประวัติผู้ตายหรือผู้ที่จากไปอย่างสั้น ๆ

         ๒. กล่าวถึงผลงานของผู้นั้น (ข้อ ๑)

         ๓. สาเหตุของการเสียชีวิตหรือจากไป

         ๔. กล่าวถึงความอาลัยของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

         ๕. แสดงความว่า สถานที่ที่ผู้จากไปนั้น จะไปอยู่สถานที่ดีและมีความสุข

๕. กล่าวอวยพร

        ๕.๑ อวยพรขึ้นบ้านใหม่

                           ๑) กล่าวถึงความสำเร็จของครอบครัวในการสร้างหลักฐาน

                            ๒) ความซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียรของเจ้าของบ้าน

                            ๓) อวยพรให้ประสบความสุข

        ๕.๒ อวยพรวันเกิด

                            ๑) ความสำคัญของวันนี้

                            ๒) คุณความดีของเจ้าภาพ

                            ๓) ความเจริญเติบโต ก้าวหน้า เป็นที่พึ่งของบุตรหลาน ให้เป็นสุขอายุยืนยาว 

         ๕.๓ อวยพรคู่สมรส

                            ๑) ความสัมพันธ์ของผู้กล่าวกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            ๒) ความดีที่ทั้งสองรักกัน แนะนำหลักการครองชีวิต อวยพรให้เป็นสุข

๖. กล่าวสดุดี

        ๖.๑ กล่าวมอบวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร

                          ๑) บอกความหมายและความสำคัญของวุฒิบัตร

                          ๒) ความเหมาะสมของผู้ได้รับประกาศนียบัตร

                          ๓) มอบวุฒิบัตรและปรบมือให้เกียรติ

                  ๖.๒ กล่าวสดุดีบุคคลสำคัญ

                           ๑) กล่าวนาม กล่าวชีวประวัติ

                           ๒) ผลงาน งานที่เป็นมรดกตกทอด

                          ๓) ยืนยันสืบทอดคุณความดี แสดงคารวะและปฏิญาณร่วมกัน

 

๗. กล่าวมอบรางวัลหรือตำแหน่ง

              ๗.๑ กล่าวมอบรางวัลหรือตำแหน่ง

๑) ชมเชยความสามารถ และความดีเด่นของผู้ได้รับรางวัล หรือตำแหน่ง

๒) ความหมายและเกียรตินิยมของรางวัลหรือตำแหน่ง

๓) ฝากความหวังไว้กับผู้ที่จะรับรางวัลหรือดำรงตำแหน่ง

๔) มอบรางวัลหรือของที่ระลึกปรบมือให้เกียรติสำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล กล่าวขอบคุณ กล่าวยืนยันที่จะรักษารางวัลเกียรติยศนี้

                   ๗.๒ กล่าวรับมอบตำแหน่ง

                            ๑) ขอบคุณที่ได้รับความไว้วางใจ และให้เกียรติ

            ๒) ชมเชยคณะกรรมการชุดเก่า (ในข้อดีจริงๆ) ที่กำลังหมดวาระ

                            ๓) แถลงนโยบายโดยย่อ

                            ๔) ใช้คำสัญญาที่จะรักษาเกียรติ และทำหน้าที่ดีที่สุด พร้อมกับขอความร่วมมือจากคณะกรรมการและสมาชิกทุกคน

๘. กล่าวต้อนรับ

        ๘.๑ ต้อนรับสมาชิกใหม่

                           ๑) ความสำคัญและความหมายของสถาบัน

                           ๒) หน้าที่และสิทธิ์ที่สมาชิกจะพึงได้รับ

                           ๓) กล่าวต้อนรับมอบของที่ระลึก (เข็มหรืออื่น ๆ) ถ้ามี

         ๘.๒ ต้อนรับผู้มาเยือน

                           ๑) เล่าความเป็นมาของสถาบันโดยย่อ

                           ๒) กล่าวแสดงความรู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับ

                           ๓) มอบของที่ระลึก แนะนำให้ที่ประชุมรู้จักและเชิญกล่าวตอบ

๙. การพูดเป็นพิธีกรและโฆษก  พิธีกร หมายถึง ผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการในกิจการนั้น ๆ ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย พิธีกรจะเป็นผู้ทำให้รายการนั้นน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ต้องทำหน้าที่ประสานประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้ฟังและผู้ร่วมรายการ หรือ คือ ผู้ประสานความเข้าใจอันดีระหว่างผู้แสดงในรายการกับผู้ฟัง ผู้ชม

โฆษก (โคสก) หมายถึง ผู้ประกาศ ผู้โฆษณา มีหน้าที่ติดต่อสื่อความหมายระหว่างผู้รับเชิญกับผู้ชมหรือผู้ฟัง

 

ข้อแนะนำสำหรับผู้ทำหน้าที่พิธีกรและโฆษก

     ๑. มีบุคลิกภาพดี

     ๒. ขณะพูดหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีชีวิตชีวา ใจเย็น พูดจาไพเราะนิ่มนวล

     ๓. มีปฏิภาณไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ มีความคล่องตัว มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศให้มีความเป็นกันเอง

     ๔.พูดให้สั้น ได้เนื้อหาสาระ ใช้ถ้อยคำสละสลวย เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ

     ๕. ศึกษาเรื่องราวที่จะต้องทำหน้าที่นำเสนอรายการเป็นอย่างดี จัดลำดับการเสนอสาระอย่างมีขอบเขต มีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ที่จะต้องทำและมีความรับผิดชอบ

คำนำหรือการเริ่มต้น ข้อพึงหลีกเลี่ยงในการขึ้นต้น

     ๑) อย่าออกตัว

     ๒) อย่าขออภัย

     ๓) อย่าถ่อมตน

               ๔) อย่าอ้อมค้อม

ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการเป็นพิธีกร

     ๑. เทคนิคการเป็นพิธีกร การเป็นพิธีกรนั้น ไม่ใช่สักแต่เพียงว่า มือถือไมค์ หากแต่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ ความเข้าใจและปฏิภาณไหวพริบหลาย ๆ อย่างมาประกอบกันเพื่อทำให้งานดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง พิธีกรไม่ใช่ผู้ประกาศ พิธีกรไม่ใช่ตัวตลก พิธีกรไม่ใช่ผู้โฆษณา พิธีกรไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และพิธีกรไม่ใช่ผู้พูดสลับฉากบนเวที แต่ พิธีกรเป็นที่รวมของบทบาทหน้าที่อย่างน้อย ๔ ประการ คือ

๑. เป็นเจ้าของเวที (Stage Owner)

๒. เป็นผู้ดำเนินรายการ (Program Monitor)

๓. เป็นผู้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้า (Situation Controller)

๔. เป็นผู้ประสานงานบันเทิงและสังคม (Social Linkage)

ดังนั้น พิธีกร จึงต้องมีความรู้พื้นฐาน ๔ อย่าง คือ

           ๑. รู้ลำดับรายการ

           ๒. รู้รายละเอียดของแต่ละรายการ

           ๓. รู้จักผู้เกี่ยวข้องในแต่ละรายการ (ใครจะมารับช่วงเวทีต่อไป)

           ๔. รู้กาลเทศะ (ไม่เล่นหรือล้อเลียนจนเกินขอบเขต ต้องมีความพอดี)

โอกาสต่าง ๆ ในการเป็นพิธีกร ได้แก่

           ๑. ผู้ดำเนินรายการบนเวทีในงานแสดงต่างๆ เช่น ดนตรี ละคร โชว์ ฯลฯ

           ๒. เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โต้วาที ยอวาที แซววาที

           ๓. แนะนำองค์ปาฐก ผู้บรรยายรับเชิญ

           ๔. จัดรายการทางวิทยุกระจายเสียง

                          ๕. จัดรายการทางโทรทัศน์

           ๖. ดำเนินรายการในงานพระราชพิธี งานพิธี และงานมงคลต่าง ๆ

           ๗. เป็นโฆษกของพรรคการเมืองในการปราศรัยหาเสียง

เทคนิค ๗ ประการในการเป็นพิธีกร

๑. ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ (พักผ่อนเพียงพอ)

                          ๒. ต้องมาถึงบริเวณงานก่อนเวลา (อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง)

         ๓. สำรวจความพร้อมของเวที แสง สีและเสียง (ทดสอบจนแน่ใจ)

                           ๔. เปิดรายการด้วยความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

         ๕. ดึงดูดความสนใจมาสู่เวทีได้ตลอดเวลา อย่าทิ้งเวที

                          ๖. แก้ปัญหาหรือควบคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

           ๗. ดำเนินรายการจนจบ หรือบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การดื่มถวายพระพร

หลายครั้งเจ้าภาพขอร้องให้มีการเชิญชวนดื่มถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งบางครั้งก็เหมาะสม บางครั้งก็ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เกิดจากความไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร สำนักพระราชวังได้เปิดเผยคำแนะนำต่อสื่อมวลชน บอกถึงวาระการดื่มถวายพระพร ว่ามีอยู่ ๕ ลักษณะด้วยกัน คือ

          ๑. งานที่จัดวันนั้นตรงกับวันสำคัญของราชสำนัก เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา

          ๒. สถานที่จัดงานได้รับพระบรมราชานุญาตหรือพระบรมราชานุเคราะห์

          ๓. คู่สมรส หรือเจ้าภาพฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับใช้พระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

          ๔. งานที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ๓ ข้อแรก แต่มีประธานองคมนตรีหรือองคมนตรีไปร่วมงาน

          ๕. แขกที่ไปร่วมงาน เป็นผู้แทนต่างประเทศระดับเอกอัครราชทูต อุปทูต หรือการจัดงานวันชาติของสถานทูตต่าง ๆ โดยถือเป็นการอนุโลม

สำหรับคำกล่าวในการดื่มถวายพระพร ทางสำนักพระราชวังได้ชี้แนะว่าควรจะกล่าวดังนี้

   - ในโอกาสอันเป็นศุภนิมิตมงคล กระผม (หรือดิฉัน) ขอเชิญชวนท่านผู้มีเกียรติโปรดดื่มถวายพระพร

เมื่อถึงตอนนี้ทุกคนก็ลุกขึ้นถือแก้วน้ำ แล้วผู้กล่าวนำถวายพระพรก็กล่าวต่อไปว่า

- ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและพระสยามเทวาธิราช จงคุ้มครองให้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระราชวงศ์ จงทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรไปชั่วกาลนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

แล้วทุกคนดื่มถวายพระพรจึงนั่งลงได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องจบโดยไม่ต้องมีเพลงมหาฤกษ์ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือเปล่งเสียง

view

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 ติดต่อเรา

view